ถ้าพูดถึงเกมแนว “คุยเก่งได้เปรียบ” ชื่อที่ผุดขึ้นมาเร็วมากคือ บอร์ดเกม I’m the Boss: หัวใจหลักคือการเจรจาต่อรอง เกมที่ไม่สนเลยว่าคุณจะทอยเต๋าเก่งไหม กลยุทธ์ลึกแค่ไหน แต่มาวัดกันที่ “ปาก” ล้วน ๆ ว่าจะขายดีลตัวเองให้ทั้งโต๊ะเชื่อได้แค่ไหน
ใครที่ชอบเกมคุย ขิง ต่อรอง ปั่นหัวเพื่อน แต่ยังอยากให้จบแบบหัวเราะกันได้ I’m the Boss คือของมันต้องลองจริง ๆ เพราะทุกตาเราจะได้สลับบทระหว่างนักธุรกิจเจ้าเล่ห์, คนกลางสายไกล่เกลี่ย, ไปจนถึงผู้ถือไพ่สำคัญที่ทุกคนต้องง้อให้เข้าดีลให้ได้

ในโลกจริง เวลาเราจะลงดีลอะไรสักอย่าง ไม่ว่าจะเรื่องงาน เงิน หรือความบันเทิง เราก็ต้อง “อ่านสถานการณ์–ดูความคุ้ม” ก่อนเสมอ เหมือนเวลาจะไปลุยกิจกรรมลุ้น ๆ ออนไลน์ ก็ต้องเลือกแพลตฟอร์มที่ตัวเองถนัด สมัครใช้งานง่าย เช่นบางคนชอบเข้าไปที่ สมัคร UFABET เพื่อเปิดอีกสนามความสนุกของตัวเอง จะบนหน้าจอหรือบนโต๊ะกระดาน หลักคิดเรื่องดีลก็คือ “คุ้มไหม และเรายืนอยู่ตรงไหนของโต๊ะ” ทั้งนั้น
I’m the Boss เล่นยังไงแบบสรุปสั้น ๆ
ก่อนจะลงลึกเรื่องการเจรจา มาทบทวนภาพรวมของเกมกันแบบไม่ปวดหัว
- เราเล่นเป็น “นักลงทุน / นายหน้า” ที่พยายามจะเข้าไปมีส่วนในดีลต่าง ๆ
- แต่ละดีลจะมี “นักลงทุน (Investor)” ที่ต้องใช้ตามไทล์บนกระดาน
- คนที่เป็น Boss ในรอบนั้น จะเป็นคน
- เสนอว่าใครจะเข้าดีล
- แบ่งส่วนกำไร (หุ้น/เงิน) ให้แต่ละคนเท่าไหร่
- คนอื่น ๆ รอบโต๊ะมีการ์ดในมือไว้สำหรับ
- ป่วนดีล
- เพิ่มคนในดีล
- แย่งเป็น Boss
- หรือหยุดดีลไปเลย
เป้าหมายคือ เมื่อจบเกม ใครมีเงินมากสุดคนนั้นชนะ
แต่ระหว่างทางจะมีเสียง
- “โห แกได้เยอะไปไหม”
- “ขออีกนิด เดี๋ยวดีลแตกนะ”
- “ถ้าไม่ให้เรามากกว่านี้ เรากดการ์ดหยุดแล้วนะ”
เต็มโต๊ะไปหมด นั่นแหละเสน่ห์ของ I’m the Boss
ทำไมบอร์ดเกม I’m the Boss: หัวใจหลักคือการเจรจาต่อรอง จริง ๆ ไม่ใช่แค่คำโปรยเท่ ๆ
หลายเกมก็มีการคุย การแลกของ แต่ว่าทำไม I’m the Boss ถึงถูกพูดซ้ำ ๆ ว่า หัวใจหลักคือการเจรจาต่อรอง
ลองแยกเป็นข้อ ๆ แบบภาษาคนเล่นจริงเลย
ทุกอย่างในเกม “เกิด–ไม่เกิด” เพราะปากล้วน ๆ
- ดีลจะผ่านไหม ไม่ได้อยู่ที่ใครถือไพ่เยอะสุด
- แต่อยู่ที่ Boss ทำให้คนในดีล “พอใจพอจะยอม” ได้หรือเปล่า
- ต่อให้คุณมี Investor สำคัญสุดในดีล ถ้าพูดไม่เป็น ต่อรองไม่เก่ง ก็โดนคนอื่นปั่นให้ดีลแตกได้เหมือนกัน
การ์ดแรงแค่ไหน ถ้าคุยไม่เก่งก็เสียเปล่า
ในเกมนี้มีการ์ดโคตรโหด เช่น
- เปลี่ยน Boss
- ส่ง Investor ไปเที่ยว
- หยุดดีลทั้งโต๊ะ
แต่ถ้ากดแบบใช้อารมณ์โดยไม่พูดอธิบาย
- คุณจะกลายเป็น “วายร้ายของโต๊ะ” ทันที
- ดีลต่อ ๆ ไปจะเจรจายาก เพราะไม่มีใครอยากช่วย
ตรงข้าม ถ้าคุณพูดดี ใช้การ์ดแรงพร้อมเหตุผลที่โต๊ะพอเข้าใจ เช่น “ถ้าดีลนี้ผ่านแบบนี้ แกจะหนีหายไปเลย ฉันเลยต้องหยุดรอบนี้” คนที่โดนยังเคือง แต่คนอื่นจะเข้าข้างคุณ
เงินในเกมคือผลลัพธ์ของการเจรจา ไม่ใช่แค่การจับการ์ด
- คนที่ชนะมักไม่ใช่คนดวงดีสุด
- แต่คือคนที่
- รู้ว่าจังหวะไหนควรเรียกเยอะ
- จังหวะไหนควรยอมลดเพื่อให้ดีลผ่าน
- และให้ภาพตัวเองดู “แฟร์” พอที่คนอื่นจะอยากดีลด้วยในตาต่อ ๆ ไป
พูดง่าย ๆ คือ ถ้าคุณเล่นเก่งแต่ไม่คุย ไม่ต่อรอง ไม่อ่านหน้าเพื่อน คุณจะไม่ใช่ “บอส” ที่แท้จริงในเกมนี้
โครงสร้างหนึ่งรอบเกม: แก่นแท้ของการต่อรองอยู่ตรงไหน
ลองดู flow หนึ่งดีล ว่าความสนุกของการต่อรองมันเกิดตรงจุดไหนบ้าง
Boss เปิดดีล
- ดูว่าไทล์บอกต้องใช้ Investor ตัวไหนบ้าง
- เช็กว่า Investor เหล่านั้นอยู่ในมือใคร
- เสนอส่วนแบ่ง เช่น
- ตัวเองเอาเยอะหน่อย
- คนถือ Investor สำคัญได้ส่วนกลาง ๆ
- คนอื่นในดีลได้พอหอมปากหอมคอ
ตรงนี้คือจุดแรกที่ “คนอื่นเริ่มมองหน้า” ว่า
- เฮ้ย แบ่งแฟร์ไหม
- หรือ Boss กะอู้กินคนเดียว
คนอื่นเริ่มต่อรอง
- คนถือ Investor สำคัญ: “ฉันสำคัญสุดในดีลนี้นะ ขอสัดส่วนเยอะกว่านี้หน่อย”
- คนถูกลืมชื่อ: “นี่เราไม่อยู่ในดีลได้ไง ขอมีส่วนด้วยสิ”
- คนที่ไม่อยากให้ Boss คนนี้รวย: “ถ้าให้แกเยอะกว่านี้ ฉันจะกดการ์ดแล้วนะ”
ช่วงนี้แหละคือ เวทีหลักของการเจรจาต่อรอง ทุกคนจะ งัดเหตุผล อ้อน ขู่ ปนมุก กันออกมาเต็มที่
การ์ดในมือเริ่มถูกใช้
- การ์ดเปลี่ยน Boss
- การ์ดเพิ่ม/ลดคนในดีล
- การ์ดส่งไปเที่ยว
- การ์ดหยุดดีล
ทุกใบที่ใช้คือ “ภาษากาย” ของการต่อรอง
แต่สิ่งที่แปลมันให้คนทั้งโต๊ะเข้าใจได้ คือ “คำพูด” ของเรานี่แหละ
จากนั้นดีลจะไปจบที่
- ผ่าน → ทุกคนได้เงินตามที่ตกลง
- แตก → ไม่มีใครได้อะไร เสียงโวยวายตามมา และเข้าสู่ไทล์ถัดไป
ทักษะการเจรจาที่ I’m the Boss ดึงออกมาจากตัวเรา
หนึ่งในเหตุผลที่เราชอบพูดว่า บอร์ดเกม I’m the Boss: หัวใจหลักคือการเจรจาต่อรอง ก็เพราะเกมนี้แอบสอน soft skills เยอะมากแบบไม่รู้ตัว
การอ่านคน (Reading People)
ระหว่างเล่นเราจะเริ่มสังเกตว่า
- ใครเป็นสายรีบรวย → พร้อมยอมดีลเผื่อเก็บสะสมเรื่อย ๆ
- ใครเป็นสายซ่อนของ → มักมีการ์ดแรง แต่เก็บไว้เล่นช่วงสำคัญ
- ใครอารมณ์ร้อน → ถ้ากดเขาบ่อย ๆ เดี๋ยวป่วนคืน
ยิ่งเล่นหลายตา เราจะยิ่งอ่านเพื่อนได้ดีขึ้น ว่า
- คนนี้ถ้าเรายอมเขานิด เขาจะช่วยเราในดีลหน้า
- คนนี้ถ้าเราบีบมากไป เขาจะจำไปอีกสามเกม 😆
การฟังและจับประเด็น
ดีลหนึ่งดีลมีเสียงหลายคนมาก
- คนนี้อยากได้เพิ่ม
- คนนั้นกลัวอีกฝ่ายจะหนี
- อีกคนยังไม่ได้อะไรทั้งเกม เริ่มงอแง
ถ้าเราเป็น Boss แล้วฟังไม่ทัน จับประเด็นไม่ถูก ดีลจะแตกง่ายมาก
แต่ถ้าฟังเก่ง เราจะสรุปออกมาได้ว่า
“โอเค แกต้องการแค่หุ้นเพิ่ม 1 หน่วย
ส่วนแกแค่อยากให้เขาไม่หนีห่างเกินไป
ถ้างั้นเดี๋ยวฉันขยับตรงนี้นิดนึง เราน่าจะจบดีลนี้กันได้”
นี่คือ skill เดียวกับในห้องประชุมเลย เพียงแต่บนโต๊ะเกมมันฮากว่าเยอะ
การสร้างข้อเสนอแบบ Win–Win
ถ้าเราเสนออะไรที่เราได้เยอะคนเดียว
- คนอื่นจะจับมือกันทำลายดีลเราในที่สุด
แต่ถ้าเราคิดแบบ
“ทำยังไงให้ฉันได้เยอะ
แต่คนอื่นยังรู้สึกว่าตัวเองไม่โดนเอาเปรียบ”
เราจะเริ่มเล่นแบบสร้าง Win–Win ได้ เช่น
- ฉันได้เยอะสุดก็จริง แต่ฉันก็เป็นเจ้าของ Investor หลัก
- คนอื่นได้ไม่เท่าฉัน แต่ก็ยังพออธิบายได้ว่ามีบทบาทในดีลนี้
ทักษะนี้เอาไปใช้ได้ทุกที่ ตั้งแต่ดีลงานเล็ก ๆ ไปจนดีลใหญ่ในชีวิตจริง
การควบคุมอารมณ์ตอนเสียเปรียบ
ไม่มีทางที่เราจะได้ดีลสวยทุกครั้ง บางรอบโดนหั่นส่วนแบ่ง บางรอบโดนส่งไปเที่ยว บางรอบดีลแตกทั้ง ๆ ที่จะได้เงินอยู่แล้ว
ถ้าเรา “หัวร้อนทุกครั้ง”
- คนจะเริ่มเล่นด้วยแล้วเหนื่อย
- ดีลต่อไปใคร ๆ ก็จะเลี่ยงคุยกับเรา
แต่ถ้าเราโดนหนักแล้วยังพูดได้ว่า
“โอเค รอบนี้เจ็บ แต่จำไว้นะ ดีลหน้าแกต้องคุยกับฉันดี ๆ หน่อยล่ะ”
โต๊ะจะรู้สึกว่าเราเป็นคู่เล่นที่สนุก และพร้อมเด้งดีลกลับมาให้เราในตาถัด ๆ ไปด้วย
กลยุทธ์การต่อรองสำหรับมือใหม่: จากคนเขินกลายเป็นดีลเมกเกอร์
หลายคนบอกว่า “พูดไม่เก่ง กลัวต่อรองแล้วเสียฟีลเพื่อน” มาดูวิธีเล่นแบบนุ่มนวลแต่ได้ผลกัน
เริ่มจาก “พูดสรุปภาพรวม” มากกว่าขอเองตรง ๆ
แทนที่จะพูดว่า
“เฮ้ย แกให้ฉันน้อยไป ขอเพิ่ม”
ลองเปลี่ยนเป็น
“ตอนนี้ถ้าดีลผ่านแบบนี้ แกจะนำไกลเลยนะ
ส่วนฉันได้ค่อนข้างน้อย ทั้ง ๆ ที่ถือ Investor สำคัญ
ถ้าเพิ่มฉันอีกนิด ทุกคนยังโอเค เกมก็ยังสูสีอยู่”
เรากำลังเล่า “เหตุผล” ให้ทั้งโต๊ะฟัง ไม่ใช่แค่พูดว่า “ฉันอยากได้เพิ่ม”
ใช้คำว่า “สนุก” และ “แฟร์” เป็นตัวช่วย
สองคำนี้ทรงพลังมากในบอร์ดเกม
- “ถ้าดีลนี้ผ่านแบบนี้ เกมจะไม่ค่อยสนุกแล้วนะ เพราะแกจะหนีหายเลย”
- “ถ้าขยับแบ่งแบบนี้นิดนึง ฉันว่ามันแฟร์ขึ้นสำหรับทุกคน”
คนส่วนใหญ่ไม่อยากเป็นตัวละครที่ทำให้เกม “ไม่สนุก” หรือ “ไม่แฟร์” ในสายตาเพื่อน
กล้าพูด “ไม่เอา” แบบสุภาพ
บางดีล Boss ให้เราน้อยเกินจนไม่คุ้มจริง ๆ
ลองพูดประมาณว่า
“ด้วยส่วนแบ่งเท่านี้ ฉันขอไม่เข้าดีลนี้ดีกว่า
ถ้าอยากให้ฉันช่วยปิดดีลจริง ๆ ต้องขยับให้คุ้มกว่านี้นิดนึง”
นี่คือการตั้ง “ขอบเขต” ให้ตัวเอง โต๊ะจะเริ่มจำว่าเวลาอยากให้เราเข้าดีล ต้องให้สมราคาหน่อย
ตัวอย่างสถานการณ์การเจรจาใน I’m the Boss
ลองเล่าแบบเห็นภาพสัก 2–3 ฉาก
ฉากที่ 1: Boss โลภจัด vs โต๊ะที่ยังอยากให้เกมสนุก
- Boss เสนอว่า
- ตัวเองเอา 5 หุ้น
- คนถือ Investor หลักสองคนได้คนละ 2
- อีกคนหนึ่งได้ 1
- คนถือ Investor หลักเริ่มโวย “เฮ้ย แกได้เยอะไปปะ”
วิธีรับมือแบบดีลเมกเกอร์
- คนหนึ่งพูดขึ้นมา
- “ตอนนี้แกนำอยู่แล้ว ดีลนี้แกได้เยอะสุดอีก เกมจะขาดสีสันนะ
ลองลดตัวเองลงมาหน่อย แล้วให้พวกเราตามทันบ้าง เกมจะสนุกกว่านี้เยอะ”
- “ตอนนี้แกนำอยู่แล้ว ดีลนี้แกได้เยอะสุดอีก เกมจะขาดสีสันนะ
ถ้า Boss ยอมลดลงมานิดหน่อย
- ทุกคนจะรู้สึกว่ายังพอคุยกันได้
- ดีลผ่าน
- เกมไปต่อแบบยังมีลุ้นทุกคน
ฉากที่ 2: เราเป็นคนนั่งเงียบ แต่มีการ์ดแรง
- ดีลใหญ่กำลังจะผ่าน โดยที่เราแทบไม่ได้อะไร
- แต่ในมือเรามีการ์ดหยุด หรือการ์ดเปลี่ยน Boss
แทนที่จะเงียบแล้วกดการ์ดดื้อ ๆ
เราพูดก่อนว่า
“ถ้าดีลนี้ผ่านแบบนี้ ฉันไม่มีทางไล่ทันแล้วนะ
ฉันมีการ์ดที่จะหยุดดีลนี้ได้
แต่ถ้าแกพร้อมปรับส่วนแบ่งให้ฉันหน่อย ฉันจะเก็บการ์ดไว้ไม่ใช้”
โต๊ะจะเริ่มเข้าใจทันทีว่า
- เราไม่ใช่คนป่วนฟรี ๆ
- เราแค่ใช้สิ่งที่เรามีต่อรองให้ได้ดีลที่ “รับได้”
ทักษะเจรจาจากเกม สู่ชีวิตจริงและโลกออนไลน์
สิ่งที่ทำให้ I’m the Boss พิเศษคือ เรารู้ตัวอีกที ทักษะที่ใช้บนโต๊ะมันไหลไปในชีวิตจริงโดยอัตโนมัติ
- การฟังหลายเสียงแล้วสรุป
- การต่อรองให้ตัวเองได้มากขึ้น แต่ไม่ทำลายบรรยากาศ
- การรู้ว่าเมื่อไหร่ควรยอมปล่อยดีล เพื่อรอจังหวะที่ดีกว่า
จะในที่ทำงาน ในครอบครัว หรือในโลกออนไลน์ที่เต็มไปด้วยตัวเลือกความสนุก เช่นบางคนเลิกเล่นบอร์ดเกมแล้วขอไปต่อบนหน้าจอ เข้าเว็บกีฬา–คาสิโนอย่าง ยูฟ่าเบท เพื่อไปต่อรองกับตัวเองเรื่อง “วันนี้จะเล่นแค่ไหนถึงจะพอ” มันก็ยังเป็นการเจรจาอยู่ดี ทั้งกับคนอื่นและกับใจตัวเอง
ตารางสรุป: ทักษะเจรจาใน I’m the Boss กับการใช้ในชีวิตจริง
| ทักษะใน I’m the Boss | ใช้ในเกมยังไง | ใช้ในชีวิตจริงแบบไหนได้บ้าง |
|---|---|---|
| อ่านคน / อ่านโต๊ะ | ดูว่าใครนำ ใครตาม ใครหัวร้อน ใครพร้อมยอม | ประเมินเพื่อนร่วมงาน ลูกค้า คู่สนทนา |
| ฟังและสรุปประเด็น | ฟังความต้องการหลายคน แล้วปรับดีลให้จบได้ | ปิดประชุมให้ลงตัว ตกลงงานในทีม |
| ตั้งข้อเสนอแบบ Win–Win | แบ่งส่วนให้ตัวเองคุ้ม แต่คนอื่นยังรู้สึกแฟร์ | เจรจาเงินเดือน แบ่งงาน แบ่งเวลาชีวิต–งาน |
| ใช้ “แต้มบุญ” และเครดิตความไว้ใจ | ไม่หักหลังคนที่เคยช่วยเราในดีลก่อน ๆ | สร้างชื่อเสียงในที่ทำงาน/กลุ่มเพื่อน |
| คุมอารมณ์เวลาเสียเปรียบ | โดนส่งไปเที่ยว/โดนหั่นหุ้นแล้วไม่ระเบิดอารมณ์ | รับมือคำวิจารณ์ หรือวันแย่ ๆ ได้อย่างมีสติ |
| กล้าพูด “พอ–ไม่เอา” | ปฏิเสธดีลที่ไม่คุ้ม แม้คนอื่นจะกดดันให้ยอม | ปฏิเสธงานเกินตัว ข้อเสนอที่ไม่แฟร์ หรือโอกาสเสี่ยงเกินไป |
FAQ: คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับ I’m the Boss และการเจรจาต่อรอง
ถาม: เล่นไม่เก่งเรื่องพูด จะเล่น I’m the Boss สนุกไหม?
ตอบ: สนุกได้แน่นอน แค่เริ่มจากการ “พูดให้มากขึ้นทีละนิด” ไม่ต้องไปลุยนัวกับทุกดีล ลองเลือกบางดีลที่เราได้ประโยชน์ชัด ๆ แล้วฝึกต่อรองในดีลนั้นก่อน พอเริ่มมั่นใจ เสียงเราจะเริ่มดังขึ้นเองโดยอัตโนมัติ
ถาม: ควรหัวเราะเล่นสบาย ๆ หรือจริงจังเวลาเจรจา?
ตอบ: ผสมกันครับ โทนสนุกช่วยให้คนไม่เครียดเกินไป แต่ในบางดีลที่สำคัญ เราอาจต้องจริงจังขึ้นนิดเพื่อให้คนเห็นว่าดีลนี้ “มีความหมายกับเรา” จุดสำคัญคือไม่เล่นแรงจนคนรู้สึกโดนกดดันเกินไป
ถาม: ถ้าทั้งโต๊ะมีคนพูดเก่งหลายคน เราจะโดนกลบไหม?
ตอบ: อาจโดนกลบในช่วงแรก แต่เราสามารถใช้บท “ตัวกลางที่มีเหตุผล” แทนได้ เช่น คอยสรุปให้ทุกคนฟังว่า “ตอนนี้ดีลนี้ให้ใครเท่าไหร่ ใครได้เปรียบ–เสียเปรียบ” คนที่สรุปเก่งมักกลายเป็นคนที่ทุกคนหันมามองเวลาจะตัดสินใจ
ถาม: ทะเลาะกันจริง ๆ ได้ไหมจากเกมนี้?
ตอบ: ถ้าไม่มีขอบเขต ก็มีโอกาสเขม่นกันได้เหมือนกัน เพราะเกมนี้แตะอีโก้เยอะ แนะนำให้ตกลงกันก่อนว่า “ทุกอย่างจบที่โต๊ะ” พอเก็บเกมแล้วทุกคนกลับมาเป็นเพื่อนเหมือนเดิม และถ้าเริ่มรู้สึกว่าคนในกลุ่มเริ่มตึง ก็พักไปเล่นเกมอื่นหรือเปลี่ยนบรรยากาศก่อน
ถาม: เกมนี้เหมาะกับมือใหม่บอร์ดเกมไหม?
ตอบ: เหมาะ ถ้ากลุ่มชอบคุยและไม่ซีเรียสเรื่องแพ้ชนะมากไป กติกาหลักไม่ยาก แต่ความลึกอยู่ที่ “คน” และ “การเจรจา” ถ้าเพื่อนเป็นสายฮา เล่นเอาบรรยากาศ เกมนี้จะดังทั้งเสียงหัวเราะและเสียงโวย ๆ แน่นอน
ถาม: เล่นบ่อย ๆ จะช่วยให้พูดเก่งขึ้นจริงไหม?
ตอบ: ช่วยได้เยอะ เพราะทุกครั้งที่เปิดปากต่อรอง เรากำลังฝึกเรียบเรียงเหตุผล ฝึกอ่านหน้าเพื่อน และฝึกกล้าบอกความต้องการตัวเอง มันเหมือนเวทีซ้อมทักษะสื่อสารแบบสนุก ๆ ที่ไม่ต้องกลัวตกงานถ้าพลาด
จากโต๊ะบอร์ดเกมสู่โต๊ะดีลในชีวิตจริง
สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ทำให้เราอยากย้ำคำว่า บอร์ดเกม I’m the Boss: หัวใจหลักคือการเจรจาต่อรอง ก็เพราะเกมนี้ทำให้เราเห็นชัดมากว่า
- คนที่ชนะไม่ใช่คนที่ดวงดีสุด
- แต่คือคนที่อ่านเกม อ่านคน และใช้คำพูดสร้างดีลที่ตัวเองได้เปรียบ โดยที่โต๊ะยังยอมรับได้
บนโต๊ะ เราใช้ไพ่และคำพูดในการต่อรอง
ในชีวิตจริง เราใช้เวลา ความสามารถ ความสัมพันธ์ และข้อมูลทำหน้าที่เดียวกัน
บางวันเราอาจนั่งล้อมโต๊ะเล่น I’m the Boss กับเพื่อน
บางวันเราอาจนั่งล้อมจอ ลองไปจัดดีลของตัวเองในโลกออนไลน์ ผ่านแพลตฟอร์มที่สมัครใช้งานง่าย มีอะไรให้ลุ้นเยอะ อย่างการกดเข้าไปดูเมนูต่าง ๆ ผ่าน ทางเข้า UFABET ล่าสุด
ไม่ว่าเวทีจะเป็นกระดานกระดาษ หรือหน้าจอมือถือ สิ่งที่เหมือนกันคือ
เราต้องรู้ว่าเราต้องการอะไร
กล้าพูด กล้าต่อรอง
และกล้าปฏิเสธดีลที่ไม่แฟร์กับตัวเรา
ถ้าเราพกวิธีคิดแบบใน I’m the Boss ติดตัวออกจากโต๊ะไปด้วย เชื่อเลยว่าชีวิตจริงเราก็จะค่อย ๆ กลายเป็น “บอสของดีลตัวเอง” มากขึ้นทุกวัน ❤️🎲